6ed7afe8a68e7e34cb5f2708c77d75f7_M

นับต่อจากนี้ไปการโอนเงินผ่านเครือข่าย “พร้อมเพย์”

จะสามารถทำได้เพียงใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือเลขที่บัตรประชาชน ที่ผูกไว้กับบัญชีเงินฝากธนาคาร และระบบใหม่นี้เงิน คืนภาษี และรัฐสวัสดิการ จะถูกส่งตรงถึงประชาชนทันที ด้วยระบบโอนและชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

หลังจากการประกาศนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2558 นับเป็นการส่งสัญญานความเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่ แม้ในปีที่ผ่านมาอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมเท่าไรนัก แต่หน่วยงานภาครัฐที่มีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่าง เช่นธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้ดำเนินการตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล

โดยเริ่มศึกษาและวางแผนในการพัฒนาโครงสร้างระบบการโอนและชำระเงิน (National E-Payment) ที่มีความเหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศ ทั้งในด้านการให้บริการ อัตราค่าธรรมเนียม และการเชื่อมโยงกับประชาชนทุกคน เพื่อที่จะทำให้รัฐสามารถโอนเงินจากรัฐสู่ประชาชนแต่ละคนได้โดยตรงผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เงินคืนภาษี รัฐสวัสดิการ และเงินช่วยเหลือต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแต่เดิมจะต้องทำผ่านระบบเช็คที่มีค่าธรรมเนียม การนำไปใช้ก็ยุ่งยากสำหรับประชาชน แต่ระบบใหม่นี้เงินจะถูกส่งตรงถึงประชาชนทันที ด้วยระบบโอนและชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ “พร้อมเพย์”

นับต่อจากนี้ไปการโอนเงินผ่านเครือข่าย “พร้อมเพย์” จะสามารถทำได้เพียงใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือเลขที่บัตรประชาชน ที่ผูกไว้กับบัญชีเงินฝากธนาคาร ซึ่งในขณะนี้ทุกธนาคารก็เริ่มที่จะเปิดให้ลูกค้าบุคคลได้ลงทะเบียนกันก่อน ล่วงหน้า ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเริ่มเชื่อมต่อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กรกฏาคม 2559

ภายใต้โครงการ National e-Payment มีการดำเนินการเป็นโครงการย่อย 4 โคงรการ ได้แก่ 1)การชำระเงินแบบ Any ID 2)การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3)ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 4)โครงการ e-Payment ภาครัฐ โดยโครงการทั้ง 4 จะดำเนินการพร้อมกัน

 

การชำระเงิน Any ID

เป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการโอนเงินหรือชำระเงิน จากการโอนเงินหรือชำระเงินปกติในปัจจุบันจะต้องใช้หมายเลขบัญชีธนาคาร ซึ่งมีตัวเลขหลายหลัก ทำให้ยากต่อการจดจำและการสื่อสาร เป็นการชำระเงินหรือโอนเงินในระบบ Any ID ซึ่งจะสามารถทำได้โดยใช้หมายเลขอื่นที่ผู้รับโอนได้ลงทะเบียนไว้กับสถาบัน การเงิน โดยในระยะแรกจะเริ่มต้นจากหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ และหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งจะทำให้การโอนเงินระหว่างประชาชนด้วยกันหรือระหว่างประชาชนกับภาคธุรกิจ สะดวกปลอดภัยมากขึ้น ในขณะที่ ทำให้การจ่ายเงินระหว่างภาครัฐและประชาชนตรงกับเป้าหมายง่าย โครงการนี้คาดว่า จะสามารถให้ประชาชนมาลงทะเบียน Any ID ได้ในเดือนกรกฎาคม 2559 และระบบโอนเงินด้วยหมายเลขบัตรประชาชน และหมายเลขมือถือจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนและตุลาคม 2559 ตามลำดับ

 

การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์

เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ได้ เป็นวงกว้างขึ้น ส่งเสริมการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะบัตรเดบิตที่มีค่าธรรมเนียมต่ำแทนการใช้เงินสด ในขณะที่ต้องเพิ่มการกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แพร่หลาย มากขึ้นด้วย ควบคู่กันไปตามความเหมาะสมของผู้รับชำระเงินที่เป็นร้านค้าในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้ประชาชนไปพร้อมๆ กัน โดยการขยายการใช้บัตรในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินที่สะดวกปลอดภัยมากขึ้นให้กับประชาชน โครงการนี้คาดว่า จะออกประกาศให้นิติบุคคลติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินได้ ในเดือนสิงหาคม 2559 จะออกหลักเกณฑ์ให้หน่วยงานราชการติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินในเดือนสิงหาคม 2559 และจะเริ่มกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินในเดือนกันยายน 2559 เป็นต้นไป

 

ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

เป็นการพัฒนาการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการจัดทำ รวมทั้งการนำส่งรายงานการทำธุรกรรมทางการเงินและการนำส่งภาษีเมื่อมีการชำระ เงินผ่านระบบ e-Payment ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุน ระยะเวลา และขั้นตอนของภาคเอกชนในการจัดทำเอกสารและการชำระภาษี สำหรับโครงการนี้คาดว่า จะเริ่มให้สามารถจัดส่งใบกำกับภาษี ผ่านระบบ Centrally Signed E-mail ได้ในเดือนตุลาคม 2559 และระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะพร้อมใช้ในเดือนมกราคม 2560

 

โครงการ e-Payment ภาครัฐ

เป็นการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม และพัฒนา ระบบการรับจ่ายเงินภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่งเสริมการรับจ่ายเงินของหน่วยงานภาครัฐผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเสริมให้มีฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับสวัสดิการของภาครัฐ ควบคู่กับการจ่ายเงินให้แก่ประชาชนโดยตรงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือและเงินสวัสดิการให้แก่ประชาชนได้ตรง กลุ่มเป้าหมาย ลดความผิดพลาด ความซ้ำซ้อน และโอกาสการทุจริตจากการจ่ายด้วยเงินสดหรือเช็ค สำหรับโครงการนี้คาดว่า จะสามารถให้หน่วยงานภาครัฐสามารถรับจ่ายเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ภายใน เดือนธันวาคม 2559 และเริ่มโอนเงินสวัสดิการประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารได้ในเดือน กันยายน 2559

 

นำไทยก้าวสู่ยุคการเงินอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ

ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการไหลเวียนของกระแสเงินจากต้น น้ำไปถึงปลายน้ำได้จริง และการส่งเสริมให้ประชาชนใช้เงินสดอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น ก็ยังส่งผลดีต่อการค้าในหลายมิติ ทั้งการค้าปกติและการค้าออนไลน์ ที่จะมีความคล่องตัวและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รัฐก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านการโอนเงินและค่าธรรมเนียมจากการทำธุรก รรมกับธนาคาร ประชาชนก็จะได้รับเงินจากรัฐรวดเร็วขึ้น และการชำระค่าธรรมเนียมให้กับหน่วยงานรัฐก็สามารถทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้เช่นเดียวกัน “พร้อมเพย์” ยังทำให้ค่าธรรมเนียมการโอนเงินและการชำระเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ไม่เหมือนที่ผ่านมา ที่เราต้องเสียค่าธรรมการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในอัตราเดียวกับที่ ทำผ่านทางเคาน์เตอร์ธนาคาร

พร้อมเพย์เศรษฐกิจดิจิตอลไทย