สิ่งแรกสำหรับคนที่ตัดสินใจมีเว็บไซต์คือ “ต้องการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีอยู่” เพราะเข้าใจดีว่าเว็บไซต์นั้นสามารถช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ของตนเองให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายได้ในต้นทุนที่ต่ำ

KnowledgeCenter_Picture2842558115745

และหากเป็นเว็บไซต์ที่ใช้เชิงธุรกิจยิ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า หรือผู้ใช้บริการเป้าหมายได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง และทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับหลายคนอาจจะมองว่าเว็บไซต์เป็นเครื่องมือที่ ช่วยในงานขาย เพราะมีข้อมูลรายละเอียดในเว็บไซต์ช่วยให้ผู้ชม หรือลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยที่ผู้ขายไม่ต้องอธิบายรายละเอียดทั้งหมด แต่สำหรับผมมองว่าเว็บไซต์นอกจากจะเป็นตัวช่วยเรื่องการขายแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือทำการตลาดได้อีกด้วย

จริงๆ แล้วการตลาดกับเว็บไซต์ เป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่แรก แต่เจ้าของเว็บไซต์ส่วนใหญ่เลือกที่จะเน้นการขายมากกว่า เพราะคิดว่ายอดขายคือหัวใจของธุรกิจ ซึ่งความคิดนี้ไม่ผิด แต่ถ้าเปรียบเทียบการขายเหมือนการเก็บผลไม้ ถ้าเราเอาแต่เก็บโดยไม่บำรุงรักษาให้ปุ๋ยต้นไม้ที่เราเก็บผล ในระยะยาวจะเป็นอย่างไร… การตลาดก็เหมือนกับการรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยให้กับต้นไม้ที่เรากำลังเก็บ เกี่ยวผล ถ้าเราทำไปพร้อมๆ กัน เราก็มีโอกาสที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเว็บไซต์ของเราได้ยาวนานขึ้น

การอัพเดทเนื้อหาและบทความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าลงไปในเว็บไซต์ ก็เหมือนกับการรดน้ำพรวนดินและให้ปุ๋ยต้นไม้นั่นเอง เพราะเนื้อหาและบทความที่ใส่ลงไปนั้นจะช่วยให้เว็บไซต์ของเราน่าสนใจมากขึ้น และดูไม่เน้นแต่ขายสินค้าจนเกินไป แต่ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ของเราจะไม่ได้ขายสินค้า การอัพเดทเนื้อและบทความก็ยังมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเพราะถ้าไม่ มีการอัพเดท เว็บไซต์ก็จะนิ่งไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้น่าติดตาม

การอัพเดทเนื้อหาและบทความในเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยให้เว็บไซต์ทันสมัยอยู่ตลอดในสายตาของผู้ชมแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่คอยจับตาการอัพเดทเว็บไซต์ของเราอยู่ตลอดเวลานั่นก็คือ Search Engine (SE)  เนื่องจากเจ้า SE นี่แหละที่จะเป็นตัวช่วยเพิ่มยอดการเข้าชมเว็บไซต์ของเราในระยะยาว ยิ่งมีการอัพเดทด้วยความถี่ที่สม่ำเสมอมากเท่าไร โอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะติดอันดับดีๆ ในการค้นหาก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากประโยชน์ที่ได้จากการอัพเดทเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอดังกล่าวแล้ว เรายังสามารถนำเนื้อหาหรือบทความของเราแชร์ผ่านไปยัง Social Media เช่น Facebook, Twitter, Google+ หรือแม้กระทั่ง LINE ได้อีกด้วย ซึ่งการแชร์ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นตัวช่วยให้มีคนรู้จักเว็บไซต์ของเรามากยิ่ง ขึ้น สนใจเว็บไซต์เรามายิ่งขึ้น และจำเว็บไซต์ของเราได้ดียิ่งขึ้น เพราะสิ่งที่ทำนี้ในทางการตลาดเรียกว่าการสร้างแบรนด์นั่นเอง

ต้องยอมรับความจริงว่าในปัจจุบัน หากต้องการเพิ่มยอดผู้เข้าชม หรือต้องการเพิ่มยอดการขาย ลำพังเพียงแค่เว็บไซต์อย่างเดียวคงเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเว็บไซต์ของเรามีระบบการแชร์ข้อมูลไปยัง Social Media ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นทันที เพราะ Social Media คือเครื่องมือการตลาด และเป็นจุดนัดพบระหว่างเรากับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

จะเห็นได้ว่าการมีเว็บไซต์แล้วรอให้ประสบความสำเร็จโดยคิดว่า “แค่มีเว็บไซต์แล้วเดี๋ยวยอดขายหรือผู้ชมก็จะตามมาเอง” เป็นเรื่องเข้าใจผิด ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ จะต้องมีการจ่ายคืนทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องจ่ายด้วยเงินหรือเวลา

ดังนั้นการที่เราจะได้ประโยชน์สูงสุดจากเว็บไซต์ สิ่งที่เราจะต้องทำก่อนคือการทำให้เว็บไซต์ของเรามีเนื้อหาที่น่าสนใจ และต้องมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นก็แชร์ออกไปยัง Social Media ที่เรามีอยู่ทั้งหมด ซึ่งตัวเลขการใช้ Social Media ที่น่าสนใจคือ Facebook (มียอดผู้ใช้ 35 ล้าน Account) และ LINE (มียอดผู้ใช้ 33 ล้าน Account) ส่วน Social Media ตัวอื่นก็น่าสนใจเช่นกันเช่น Google+ และ Twitter เป็น

สุดท้ายสิ่งที่เราจะต้องให้ความสนใจเป็นอันดับแรกก็คือ เว็บไซต์ที่เราใช้อยู่รองรับการแสดงผลบนมือถือหรือไม่ และ เว็บไซต์ที่เราใช้อยู่นั้นมีระบบการแชร์ไปยัง Social Media หรือเปล่าโดยเฉพาะ Facebook กับ LINE ถ้ายังหาทางเปลี่ยนใหม่ให้เร็วที่สุดเพราะปัจจุบันมีการใช้มือถือเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตกว่า 80% แล้วครับ

วิธีทำให้เราได้รับประโยชน์สูงสุดจากเว็บไซต์